Tuesday, January 27, 2009

วันที่ใครก็ไม่อยากฟังเสียงของคุณ...

อาการแบบนี้มันกลับมาอีกครั้ง ในยามที่คุณป่วยหากแม้นคุณมั่งมีเงินทองอาจมีคนมาห่วงใยดูแล หากแม้นไม่มีก็ให้อยู่กับการคาดหวังน้อยๆ เพียงใครสักคนมาแลกเรื่องบ่นกับคุณยามคุณท้อแท้

แต่เรื่องมันก็ยากเช่นนี้ เพราะยามที่คุณสลด..จะไม่มีใครเข้าใจจิตใจคุณได้นอกจากคุณ จำต้องจำใส่ใจเอาไว้ว่าคุณพยายามอย่าคาดหวังกับคนอื่น นั่นไม่ต่างจากการที่คุณเพิ่มเรื่องผิดหวังเข้าไปอีกหนึ่งเรื่อง เสี่ยงต่อการหนักใจยิ่งกว่าเดิม

มีแต่ตัวเราที่ต้องอยู่กับตัวเรา

จึงไม่แปลกที่อาการป่วยจึงลามปามกัดกินหัวใจของคุณให้แหว่งวิ่น คุณจึงป่วยหนัก และคนแล้วคนเล่าจะมองคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

แต่ก็มีเหตุรองรับหลังจากนั้น จุดนี้ถูกอุดได้โดยฉับไว ยังมีคนที่อยากฟังคุณ มิใช่การฟังทางเดียว

คุณจ่ายเงินไป เขาก็ฟังเรื่องราวของคุณ


จิตแพทย์


.............

Sunday, January 25, 2009

ระหว่างการเดินทาง

ความเศร้าที่รู้สึกได้โดยที่ไม่ต้องใช้ตามอง การลาจากในครั้งหนึ่งของชีวิตที่เรียกความเป็นชีวิตกลับมาได้เป็นอย่างดี

ทำไมหลังจากนั้นความอยากมั่งมีจึงกลับมาโดยไม่รู้สาเหตุ

อยากทำงานหนัก

บทสนทนาของคนนั่งข้างพาวกกลับโลกของมนุษย์ที่แสนเอือมระอา

การพูดแบบตรงไปตรงมา...จบสิ้นการถนอมน้ำใจ ที่มาของการเดินทางที่เงียบกริบตลอดทาง

ถึงจุดหมายใครบางคนแสดงออกถึงแววตาที่บอกว่า ...ฉันกำลังจะสิ้นสุดการเดินทาง บางทีนั่นอาจหมายถึงปลายทางที่แปลว่าบ้าน แววตาที่ต้องเลี่ยงต่อการสบตา ทำได้แค่เพียงก้มหน้าและเดินออกมาจากฝูงคน



บนรถแท๊กซี่ที่ไร้ปลายทางที่แน่ชัด การปฏิสเธจากผู้เป็นมารดา ยังจะมีที่ไหนที่อ้าแขนต้อนรับอีก



ภาพนอกกระจกมัวขุ่น...น้ำคล้ายจะไหล พลันคิดถึงข้อความที่มาตอนตีหนึ่ง หมาตัวหนึ่งตายแล้ว...ผู้ส่งบอกมาเช่นนั้น คนแปลกหน้าที่นับเป็นพี่น้อง ใจความแสดงบอกว่าเขาเหนื่อยล้าเต็มกำลัง เช่นเดียวกับคนรักของเขา ต้นเหตุของเรื่องเศร้าทั้งหมดทั้งปวง


รถยังคงเดินหน้า ถอนหายใจยาวในความเงียบ...สักวันหนึ่งเธอจะไม่มีน้ำตา แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้สึกเศร้าเสียใจ


..................



.................

Friday, January 16, 2009

ภาพนอกหน้าต่าง

แสงแดดส่องจากช่องนอก หน้าต่าง
กลิ่นดอกไม้หอมเจือจางฝากลมมา นั่นไซร้
ต้นหนึ่งชิดริมรั้ว ครั้งหนึ่งเธอเคยหิ้วเอามาฝาก
ครั้งที่มันยังเป็นต้นไม้เล็ก ดุจดั่งรักเราสองเพิ่งก่อ


เสียงนกร้องกู่ก้องดังเป็นคู่ แทรกผ่าน
เรื่องวันวาน ย้อนคืนให้เห็น ภาพใกล้
คู่รักมัน เราสองเคยเคียงหนุนตัก
ฟังมันร้องเพลงรักใต้ต้นไม้ใหญ่ จำปา


ตะวันขึ้นทุกวันทิศเดิม ต่างจันทร์ที่ย้ายกาย ขึ้นสูง
บ้างเดิม บ้างลับ..ล้วนเป็นเรื่องไกลเกินกำหนด
ทั้งหมดเรารู้เรา มีพบมีจาก
เช้านี้ฉันลืมตาตื่น เรื่องดีคือฉันพรากจาก ฝันร้าย

...............

Friday, January 09, 2009

ในบางกอก...

ผมฟังคนหนึ่งคนพูดถึงการเดินทางของเขา แววตาของเขาช่างสัตย์ซื่อ และจริงใจ
ผู้คนล้วนตื่นเต้นในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง บ้างบางคนจดจ้องเขาอย้างไม่กระพริบตา บ้างบางคนพยักหน้าตามคล้ายเขาเป็นนักอ่านนิทานที่มีเด็กน้อยคอยจ่อจดกับเรื่องราวของเขา

เวลาไหลร่วงเลยผ่าน ต่อมาเขากล่าวถึงอดีตที่เลยผ่านของเขา อารมณ์ร่วมเลยไปไกลเหมือนคอร์ดดนตรีที่เปิดทางกว้างสู่ท่อนฮุคที่ต้องการเน้นพลังของคำร้อง

มวนบุหรี่มอดไหม้ เรื่องราวไหลดำเนินผ่านไร้ความสะดุด ดุจกวีที่ผ่านการรจนาจากกวีเอก


นาทีนั้นฟ้ามืด เรื่องราวของเขาดับสิ้นไปแล้ว...ผมกำลังคิดถึงเรื่องราวอื่น มิใช่เรื่องของเขา

เรื่องที่หากเอ่ยกล่าวไป จะทำให้เรื่องราวของเขาดูจืดชืดสนิท ผู้คนจะสนุกจนหัวเราะร่า และมีน้ำตายามเรื่องเลยไกล...เรื่องราวที่ครบรส หาใช่เรื่องปลอบประโลมจิตใจ หรือสร้างสรรค์หัวใจให้มีกำลังสู้

ถึงเช่นนั้น...ผมเองก็ยังคงเงียบ และทบทวนเรื่องราวของตัวเองท่ามกลาง เสียงเล่าเรื่องของเขาที่ดังอยู่ในอากาศ

...................

Monday, January 05, 2009

ล้มเหลว

ผมไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลยสักอย่าง ไม่ว่าอยู่ที่ไหนผมก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผิดพลาด และจมปลักอยู่กับที่อยู่ตลอด

อดีตที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตา อนาคตก็เป็นภาพลวงตา ปัจจุบันก็เป็นภาพลวงตา

หลายครั้งผมหวังว่าเรื่องทุกอย่างจะจบสิ้นเสียที ให้มันจบลงเสียที แต่ดูเหมือนมันไม่เคยละสายตาจากผมแม้เพียงเสี้ยววินาที มันไม่เคยปล่อยให้ผมมีความสุข

ผมช่างสมเพชตัวเองเหลือเกิน

จะอะไรซะอีก...ผมมันเป็นคนขี้แพ้

สิ่งที่พระเจ้าได้เลือกให้ผมเป็น

ผมไม่ได้รังเกียจหรือชิงชังพระเจ้า ไม่ได้วอนขอให้ท่านเห็นใจ

เพียงผมอยากได้สิ่งๆหนึ่งที่ท่านสมควรมอบให้


เอาทุกอย่างไปจากผมให้หมดสิ้น...รวมถึงชีวิต

ปลดปล่อยผมไปซะ

วอนท่านเห็นใจ


..........

Sunday, January 04, 2009

เหตุการณ์ซ้ำซาก


ผมมักจะไปสถานที่ใหม่ๆเสมอ เจอผู้คนใหม่ๆ หลีกหนีผู้คนเก่าๆ


มากมายน้ำใจมอบให้ มากมายความรู้สึกดีตอบรับ


จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อผมมีใจให้ผู้คนเหล่านั้น ผู้คนที่คล้ายพาผมให้ลบลืมเรื่องราวเก่าๆ ฝันร้ายในอดีต


ในที่สุดพวกเขาเหล่านั้นก็เดินออกมาจากความมืด เปิดเผยตัวตนที่แท้ให้ผมได้มองเห็นและรู้สึก เดินเข้ามาล้อมวงประชิด แล้วเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองอยากได้


ผมมีเพียงแค่ตัว และบาดแผลที่ยากต่อการรักษา เช่นนั้นสิ่งเดียวที่ผมสามารถมีให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงแค่มิตรภาพที่ดี..มีเพียงแค่นั้น


เช่นนั้นจึงเกิดเรื่องราวเดิมๆอีกครั้ง...


การออกเดินทางครั้งใหม่ ผมยังคงไร้เพื่อน และหวังว่าคราวหน้าผมจะแข็งแรงดี


...............

Friday, December 05, 2008

เศร้า

วันนี้อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหล เริ่มต้นวันได้ไม่ดีเลย รู้ดีว่าเมื่อเป็นแบบนี้ทุกอย่างจะคงที่ไปทั้งวัน
ไม่อยากบอกเลยว่าท้อๆ

ยังไงก็แล้วแต่จะสู้ต่อไป

Thursday, December 04, 2008

ท่ามกลางความเย็น

ผมแบกหนังสือไปขาย ร่อนเร่ทำทุกอย่าง ตื่นแต่เช้า กลับบ้านหลังเที่ยงคืน พูดเกินจำเป็น อ้อนวอนจนแทบใช้คำว่าขอร้องได้ รอบกายทุกอย่างช่างอึกทึก ผู้คนมากมี แต่ผมเหมือนได้แค่จับจ้องไม่มีส่วนร่วมใดๆกับเหตุการณ์ ความว่างเปล่าคล้ายรายล้อมโอบล้อมให้ผมรู้สึกอ้างว้าง กดผมเตี้ยลงต่ำดิน ไม่ก็ดันผมลอยล่องเคว้งอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีใครสนใจสิ่งที่ผมทำ ทำลายเกียรติของหนังสือโดยการพูดเกินจำเป็น ผมทำลายเกียรติตัวเองเพียงหวังจะไม่ได้รับผลลำบากจากการทำงาน ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากนั้น...หนังสือยังกองเท่าเดิม เท่ากับเงินในกระเป๋าที่ผมเตรียมเพื่อไปทอน ทุกคนไม่มีหนังสือกลับบ้าน และผมยังจมอยู่กับคำว่าผิดหวัง


..................

Sunday, November 30, 2008

กำลังมา

อยากเขียนหนังสือ คิดเอาเองว่าตอนนี้ถ้าได้เขียนหนังสือคงได้งานที่ดีชิ้นหนึ่ง คิดเองเออเองและคาดเดาไปเองต่างๆนานา

เดือนหน้ามีหนังสืออกมาอีกเล่ม งานที่แซงคิวออกมาอีกตามเคย งานชุดทดลองชิ้นใหม่ที่มีกลิ่นไอแปลกๆ งานที่หลังจากจบมันก็ไม่ได้เขียนอีกเลย คิดถึงการเขียนเรื่องยาวที่ค้างไว้ ผมกับพี่หมี คนที่ผิดหวังกับการงาน ผู้หญิงที่พยุงทุกอย่างในครอบครัวด้วยตัวคนเดียวโดยเก็บความเศร้าใจไว้คนเดียว เด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคและคอยเฝ้าจับพฤติกรรมของคนในครอบครัว คิดถึงเรื่องรักสี่ฤดู ใกล้จบเต็มที งานที่เขียนช้าที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา เขาและเธอได้เจอกันอีกครั้ง ล่าสุดทั้งสองอยู่ด้วยกันที่ถนนเจ็ด งานที่อยากเขียนให้เสร็จ

เรื่องสั้นที่ต้องส่งเดือนนี้ความยาวหกเอสี่คอเดียฟรอนท์สิบสี่ เรื่องที่ควรเขียนในวันนี้หากมีเวลา เนื่องจากอารมณ์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ท้ายสุดต้องหยุดทุกอย่างไว้ เพราะเราไม่อาจทำทุกอย่างได้สมดั่งใจ เช่นนั้นชีวิตมนุษย์ถึงได้มันส์เสียแบบนี้



**********

Monday, November 24, 2008

รอบสามวัน

รู้สึกเหนื่อย มีอาการเครียด เมื่อคืนหน้าแดงจนตัวร้อน รู้สึกอึดอัด บอกน้องที่เฝ้าร้านหนังสือไปว่าเกิดผมเป็นอะไรไปให้โทรหาคนๆนึง คนที่ผมคิดว่าเขาจะยอมจ่ายค่าทำศพให้

ร้านหนังสือพอไปได้ น่าจะเป็นอาชีพที่ใช้ได้อาชีพหนึ่งเลยทีเดียวหากแม้นมีหนังสือให้คนเลือกเพียงพอ ผมเองโล่งใจเพราะคิดว่านี่คืองานที่ทำแล้วประสบความสำเร็จในรอบหลายปี ความภูมิใจเล็กๆน้อยที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว กำลังใจเริ่มมีขึ้นมาบ้าง และนั่นอาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ตอนนี้อยากเขียนหนังสือ อยากเขียนมาก มีคนติดต่ออยากได้งานเรื่องสั้นไปลง นิตยสารที่น่าสนใจและตรงแนวกับงานของผม ผมคงต้องหาเวลาในเร็ววัน รู้สึกว่าตัวเองมีแรงขับเคลื่อนทั้งที่ร่างกายนั้นอ่อนแอ


ขอบคุณใครบางคนบนฟ้า ที่สอนให้ผมเรียนรู้ชีวิต

...............

Friday, November 21, 2008

เสียสละ

ไม่เป็นไรหรอก สำหรับเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
เราชินกับความเจ็บปวด
เธอเข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้สึกของฉัน พอมันเหือดแห้ง เธอก็ลาจาก
พอมันเกิดขึ้นใหม่..เธอก็ทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนฉันเกือบเชื่อแล้วว่า...ฉันได้ตายไปแล้ว


วันนี้ฉันเหนื่อย ใครอยากได้อะไรต่อมิอะไรก็เอาไปเถิด

ฉันไม่โกรธ

Monday, November 17, 2008

ผมว่าผมทำใจได้แล้ว

คงถึงเวลาแล้วล่ะที่ผมควรจะเริ่มต้นใหม่ มองไปข้างหน้า ผมคิดว่าผมเดินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว ราวสี่ปีแล้วที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนที่ชีวิตที่ผ่านมาสิ้นค่าไร้ประโบชน์ ความทรงจำของผมที่มีชีวิตก่อนหน้านั้นเหมือนเป็นภาพยนตร์ที่ผมเคยผ่านหูผ่านตา มันไม่เหมือนชีวิตผมเลยสักนิด ผมสูบบุหรี่จัดมากในช่วงนี้ แย่ตรงที่ว่านักสูบอย่างผมยังรู้สึกตัว วันใดที่"ดอน คิง"บอกว่า "เฮ้ย รู้สึกว่าเราจะดูมวยมากไปนะ" ความรู้สึกประมาณนั้นเข้าใจใช่มั้ย


เธอโทรมาหาผมหนึ่งครั้งหลังจากที่ผมบอกเธอว่าเราไม่ควรจะพูดคุยกันอีก เธอกำลังจะแต่งงาน ส่วนผมยังเป็นเพื่อนที่ดีของเธอไม่ได้ ไม่มีหรอกการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเราสอง วันหนึ่งเราต้องกลับมาคุยกันเหมือนเดิม เพียงแต่รอให้เรารู้ชัดถึงตำแหน่งที่เราสองคนยืนเสียก่อน ผมต้องเป็นเพื่อนที่ดีของเธอให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกมั่นใจว่าผมต้องทำได้ เธอต้องเลิกสงสารผมและเลิกให้ความหวังลมๆแล้งด้วยคำพูดที่เธอคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง เราจะได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง เราคงไม่ได้คุยเรื่องเก่าๆที่เราเคยทบทวนบ่อยๆ เธอคงเล่าเรื่องคนรักของเธอ ผมคงเล่าเรื่องการงานการเขียนหนังสือโปรเจคกระจอกงอกง่อยของผม เราต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เธอน่าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ลูกสาวที่เธอฝันไว้ เด็กหัวหยิกและแก้มแดงใส่ชุดกระโปรงสีแดงลายจุดขาว ผมอาจจะมีแฟนสักคน อาจคบแบบรักๆเลิกๆ เธออาจเป็นที่ปรึกษาเรื่องราวความรักของผม ส่ายหัวเมื่อผมถูกหักอกอีกครา เราดื่มด้วยกัน และสามีเธอก็เพื่อนสนิทของผมในเวลาต่อมา


เช้าวันนี้ผมรู้สึกสดชื่นแม้ว่าเมื่อคืนผมจะดื่มหนัก ผมเน้นย้ำกับตัวเองว่าต่อไปนี้ผมต้องอดทนมากกว่าเดิม อย่าเจ้าอารมณ์ ผมเคยรับมือกับอารมณ์ได้ดีกว่านี้ ผมต้องเป็นคนดีอย่างที่ถูกที่ควร รู้จักการให้อภัย และช่วยเหลือคนที่แย่กว่าเรา ผมกำหนดรายละเอียดคร่าวๆในอากาศ และหวังว่าผมคงไม่ต้องกลับมาดูมันบ่อยนัก

***********

Sunday, November 16, 2008

เรื่องที่เคยได้ยินมา

ผมเพิ่งรู้ว่าเมื่อเรายิ่งเขียนหนังสือมากเท่าไหร่ เราก็จะรู้ว่าเราจะยังไปไม่ถึง เราอยู่จุดหนึ่งเพื่อที่จะไปจุดหนึ่งเสมอ เราฝันถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่อยากเขียน มันเป็นความแปลกใหม่ แล้วมันก็กลายเป็นอดีต ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่เรื่องที่อยู่ข้างหน้ากลายเป็นเรื่องในอดีต แต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่นั้นคือความฝันที่ไม่รู้จักจบสิ้น ความฝันไม่เคยจบสิ้น เมื่อคุณมีความฝันคุณก็จะไม่มีคำถามในใจว่าคนเราเกิดมาทำไม เมื่อคุณมีความฝันคุณก็จะไม่ก่นด่าความทุกข์ที่คุณได้เผชิญ หากแม้นเรายังทำงานหนัก แลกทุกอย่างเพื่อให้มันเกิดขึ้น ความฝันก็จะยังคงอยู่ตลอดเวลา ไม่สำคัญว่าเราจะอยู่ที่ไหน แหล่งเสื่อมโทรมของเมืองใดเมืองหนึ่ง หรือในสังคมที่เสื่อมทราม สำคัญอยู่ที่ว่าใจเราอยู่ที่ไหน ที่นั่นมีความสุขหรือเปล่า แค่คิดว่า...นั่นเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เราฝันไว้ เฝ้าฝันถึงความสุข แม้นจะยังไปไม่ถึงแต่นั้นคงไม่ใช่ปัญหา เพราะสำคัญว่า เพียงเรารู้จักฝันถึงความสุข เราก็จะมีความสุข


งานชิ้นหนึ่งกำลังจะเริ่มต้น งานชิ้นหนึ่งกำลังจะจบสิ้น


ดูเหมือนว่าเรื่องที่ไกลออกไปเริ่มมีภาพพลางพาให้มองเห็นอีกแล้ว


*********

Thursday, October 04, 2007

คุณเคยมึนหรือเปล่า?

ผมเองเคยมึนเพราะคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เคยมึนเพราะเหล้าและเบียร์ต่างๆนานา แต่ไม่เคยมึนเพราะกระแสการหมุนวนของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปทุกวี่วัน ความอยาก ความโลภ ทำให้มนุษย์ตั้งโจทย์ให้ยากขึ้นทุกๆวันและยากขึ้นไปกว่าเดิมากมาย บาปบุญคุณโทษดูเหมือนจะเป็นเพียงรูปเสือที่ติดอยู่ข้างฝาผนังไม่มีแม้แต่หมาตัวใดที่จะยำเกรงสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป ผู้คนในสังคมยุคนนี้เข้าสู่ยุค "วัตถุนิยม"อย่างเต็มตัว...ผมคิดเช่นนั้น

งานที่ผมทำตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตผมเมื่อหลายปีก่อน ผมทำแต่งานงานงานและก็งานและก็งานและก็งานอีกงานแล้วงานเล่า ผมทำงานจนลืมทุกสิ่งเพราะปราถนาให้มันมีความสมบูรณ์โดยเสร็จสิ้น ให้มันสมบูรณ์เต็มสมบูรณ์ แต่ในคราที่เราทำงานนั้นก็ทำให้เราลืมเลือนเรื่องราวหลายหลายอย่าง ลืมเลือนคนที่อยู่เคียงข้างเรา ลืมเลือนคนที่เราต้องเอาใจใส่ ลืมเลือนความเป็นมนุษย์...เพราะงานสอนให้คนที่ทำนึกถึงดอกและผลที่กำลังจะออก งานทำให้คนที่ทำมองเห็นแต่ข้างหน้าที่สวยงาม งานปลูกฝังความเห็นแก่ตัวถ้าไม่ทำมันแบบพอดิบพอดี ไอความพอดิบพอดีนี่แหละที่เขาว่ายากกันเป็นหนักหนา...เพราะปัญหามีอยู่ว่า อะไรคือความพอดิบพอดี!!

วันนึงไม่นานนี้ผมเคยจับชั่วโมงการโทรศัพท์เรื่องงาน สามชั่วโมงสี่สิบสองนาที!!เป็นคำตอบที่ผมใช้โทรศัพท์พูดคุยปรึกษาและวางแผนงาน นั่นเป็นเพียงเวลาออนแอร์...นอกเวลาปกติผมยังต้องคิดเรียกคนมาประชุมและคอยคิดถึงเรื่องการวางแผนในระยะยาวเพื่อความปลอดภัยของบริษัทและคู่ค้า แล้วในวินาทีหนึ่งผมก็ต้องสะอึกเมื่อคิดถึงว่า "นี่มันวงเวียนชีวิตเดิมๆ"

สัญญาอยู่ตรงนี้เลยว่าผมจะไม่ทำงานแบบนั้นอีก และเมื่องานทั้งหมดได้สิ้นเสร็จในเวลาอันใกล้นี้ ผมจะออกเดินทางอีกครั้ง กลับไปอยู่ในซอกมืด อยู่แบบหวาดผวา อยู่แบบเดิมเดิมคล้ายดั่งสองปีกว่าที่ผ่านมาแล้ว เพราะผมชอบแบบนั้น

มีเรื่องสองสามเรื่องที่ค้างคาอยู่ซึ่งตอนนี้เสร็จไปแล้วหนึ่งเรื่อง ผมเพียงหวังในอีกไม่นานนี้ทุกอย่างจะสิ้นเสร็จสมบูรณ์...ผมเพียงหวังผมจะได้จากไปอยู่ที่ที่ควรไปเสียที ผมเกลียดเมืองเมืองนี้ และเกลียดความวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบสิ้น

"ขอให้งานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี"...ถ้านี่เป็นคำอฐิษฐานผมหวังเพียงว่าจะมีใครบนเบื้องบนสักคนที่ได้ยินมัน

......................

Saturday, September 29, 2007

"do not let me be lonely tonight"

ช่วงนี้ผมมีปัญหากับตัวเองอย่างหนัก ฟุตบอลที่เคยดูแล้วสนุกกลับเป็นไม่สนุกเหมือนเคย เพลงที่เคยฟังแล้วรู้สึกดีอย่างไม่มีเบื่อเป็นคราวนี้ที่แตกต่างกันออกไป และสำคัญตรงที่แม้นไม่ได้เปิดฟัง...เพียงแค่คิดถึงก็เกิดการรำคาญแล้ว

ผมสับสนทั้งที่ทุกอย่างกำลังจะดี

มันคงแปลกประหลาดนะถ้าคุณรู้ว่าทางที่คุณกำลังเดินไปจะมีจุดหมายปลายทางไปที่ที่ใครหลายคนฝันไว้ และเป็นปลายทางที่ใครหลายคนมุ่งหวัง...ใช่แล้ว ผมก็เคยมุ่งหวังที่จะไปปลายทางนั้นให้ได้ และผมก็เคยเดินทางไปแล้ว อย่างที่ผมบอกว่ามันคงแปลกถ้าคุณรู้ว่าปลายทางที่คุณกำลังเลือกเดินไปแม้จะมีทุกอย่างที่คุณรออยู่แต่คุณกลับลังเลที่จะเลือกปลายทางแห่งนั้น

ผมชอบความมั่งมีแต่ผมก็ไม่ลืมความอดอยาก ผมชอบอิ่มแต่ความอดสอนอะไรผมได้มากกว่าความอิ่ม ผมคลั่งการมั่งคั่งแต่ความยากไร้กลับสอนผมในเรื่องน้ำใจและการให้...เวลาผ่านผมกลับลืมเลือนสิ่งที่ผมอยากได้ไปเสียแล้ว

สองปีที่ยากไร้..สองปีที่อดยาก แต่ก็เป็นสองปีที่ชีวิตเต็มไปด้วยชีวิต ได้รู้ว่าภาพไหนจริงและภาพไหนเป็นมายา เป็นสองปีที่คุ้มค่าผมคิดเช่นนั้น

ผมยืนอยู่บนปลายทางที่จะเลือกเดินทางที่เห็นจุดหมาย ผมยืนอยู่อย่างสับสน

ขวาคือชีวิตที่ชื่นสุขดั่งเดิม..ส่วนซ้ายเป็นชีวิตที่ลุ้นระวังทุกขณะ

จะมีประโยชน์อะไรหากมือเราเต็มไปด้วยเงินแต่กลับเป็นคนที่ไร้หัวใจ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราจะกลับไปในเส้นทางที่เต็มไปด้วยมายา

"ความอดอยากไม่ใช่เหรอที่สอนผมให้เป็นคน"

..........................

"เมืองหดหู่"...



"เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง" ผมเขียนเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพราะบรรลุถึงแก่นธรรมหรือว่าพลัน 'ซาโตริ' แบบในนิกายเซนได้ ผมพลันคิดได้เพียงเพราะว่าในตอนที่ผมต้องการมันเป็นที่สุด ในตอนที่ผมต้องการใช้มันอย่างเป็นที่สุด กลับกลายเป็นรู้สึกว่า "เงิน" ไม่มีความหมายอีกต่อไป

บ้านเก่าๆ ห้องแคบๆ ต้นไม้ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ต้นลั่นทมที่ผู้คนเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อมันแสลง สถานที่ซึ่งยากไร้ซึ่งความเจริญมันหายไปแล้ว หายไปหมดแล้ว

บ้านหรูหรา ต้นไม้ที่รูปกายสวมสง่า ดอกไม้ที่ชื่อสุดแสนสะมะหลา สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเจริญตรึงปักอยู่ตรงหน้าผมเพียงใกล้มือเอื้อม เมืองที่มีสถานที่สุดแสนศิวิไลซ์ ทั้งใครก็บอกผู้คนมีความศิวิไลซ์ สิ่งก่อสร้างทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ล้วนผู้คนบอกมันมีความ "ศิวิไลซ์" ผู้คนเดินขวักไขว่มากมายสร้างวงโคจรของชีวิตในเมืองขึ้น รถวิ่งเร็วขึ้น คนวิ่งเร็วขึ้น หมาวิ่งเร็วขึ้น คล้ายทุกอย่างกระตุ้นซึ่งกันและกัน คล้ายทุกอย่างต้องพึ่งพากัน หรือนี่คือจักรวาลของเมืองหลวงที่มีความโลภและโสสมมของจิตใจมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง

ตึกที่สูงสง่าเด่นไม่เด่นเดี่ยวล้วนมีเพื่อนฝูงสูงเคียงข้างยืนอยู่ข้างหน้าในคืนเหงา ไฟในตึกออฟฟิศร้างส่องแสงให้รู้ว่าภายในตึกแสงสีสวยแต่ภายในตึกในชั้นนั้นเป็นว่างเปล่า เพียงเปิดไฟเพื่อความสวยงามของตึก ใครได้ยลอาจรู้สึกได้เป็นความงามที่แสนเงียบเหงาและหดหู่ เมืองที่รถไฟฟ้าเคลื่อนที่ในยามค่ำยังคล้ายโรแมนติคได้ เมืองที่มีไฟป้ายหลากหลายสีส่องแสงเต็มทั่วท้องถนนยังสามารถให้อุณหภูมิภายในหัวใจเป็นเย็นเฉียบ หรือจุดศูนย์กลางของระบบสังคมศิวิไลซ์นี่คือความเศร้า...ใครรู้วานบอก?

บุหรี่สองตัวถูกเผาผลาญแบบกระชิดชั้น ควันของมันคล้ายถูกกลืนหายทุกหยาดหยด ผมค่อยปล่อยควันไปแบบช้าๆและช้าๆ ภาพบางภาพและคำพูดของใครบางคนผ่านเข้ามาในสมอง ทำเอาสมองคล้ายชาด้านในชั่วขณะหนึ่ง

"หกโมงครึ่งผมมาถึงที่ทำงานและกลับบ้านหลังสี่ทุ่มทุกวันครับ ที่นี่เราทำงานกันหนัก"

"ออฟฟิศเราไม่มีใครกลับก่อนหกโมงเย็น คุณต้องรู้ว่านายเราทำงานหนัก เราได้โบนัสเยอะมากจริงๆ บางทีที่เราไม่ได้ติดต่อกลับไปในทันทีเพราะว่าเรายุ่งมากจริงๆค่ะ"

"คุณมีลูกไหม?"ผมถามคนทั้งสอง

"$#$#@@$#@"ทั้งสองตบสรุปว่ามีทั้งคู่

.............................................

ผมเข้ามาในเมืองศิวิไลซ์เพราะความจำเป็นในการทำงานเรื่องหนึ่ง เพราะความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้า ผมเข้ามาสวนทางกลับทางที่ผมได้ออกไปเมื่อสองปีที่แล้ว "สองปีที่แล้ว" ไม่นานนักและไม่น่าที่ผมจะลืมอะไรบางอย่างที่ง่ายๆได้ มันน่าจะเป็นเช่นนั้น

??????????

ความสับสนในที่สุดก็สร้างคำมาหนึ่งประโยค หนึ่งคำถามต่อตัวเองปรากฏในชั่ววินาทีหนึ่งในคืนอันว่างเปล่า "ผมไม่แน่ใจนักว่านี่เป็นเมืองที่ผมเคยอยู่?"

ควันบุหรี่มวนที่สองจางหาย เสียงหัวเราะของใครคนหนึ่งทำลายความเงียบในคืนเหงา คำถามบางคำถามล่องลอยอยู่กลางอากาศ "นี่หรือคือเมืองที่เราเคยเสียน้ำตาทุกค่ำคืนเพื่ออยากจะกลับมา" ไม่นานนักใครคนนั้นส่ายหัวพร้อมกล่าวในใจ "เราจะออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้"

..............................................

Saturday, July 07, 2007

กุญแจบ้าน

มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว


จำชื่อผ่านทางและพาสเวิร์ดได้แล้ว


กุญแจบ้านหลังนี้...เจอแล้ว!!!

Sunday, February 04, 2007

ใครเลยจะรู้...

ถ้ามีใครผ่านมาทางนี้ช่วยบอกด้วย ที่นี่คล้ายกลายเป็นบล็อกรกร้างไปแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าใคร เป็นเพราะผมเอง
หลายครั้งครั้นเดินผ่านไปมาคล้ายกับแกล้งมองไม่เห็น แต่ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกไม่สามารถไม่รู้สึกกับสิ่งที่เคยรู้สึกได้ ผมคิดเช่นนั้น
รักเป็นอย่างไร...ในชีวิตนี้ไม่เคยถามใครและไม่เคยมีใครถาม แต่เคยเห็นคนอื่นตั้งคำถามนี้ขึ้นมา
รักที่สุขสมเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ อาจเป็นเพราะว่าผมเองไม่พยายามที่จะไขว่ขว้ามัน อาจเป็นเพราะว่าผมเองไม่พยายามรักษามันให้ดี
ถ้าจะต้องโทษใครสักคน...ก็คงต้องโทษตัวเอง
ทุกๆเช้าในวันที่อากาศหม่นหมอง หรือทุกๆคืนที่ท้องฟ้าดูหมองเศร้า บ่อยครั้งที่ผมกลับไปนึกถึงเรื่องรักเก่าๆของผม
มีรอยยิ้มบ้าง...มีน้ำตาบ้าง อานุภาพของความรักนั้นมีอยู่จริงผมเชื่อเช่นนั้น
นั่งคิดเรื่องตัวเองแต่กลับไปคิดเรื่องบล็อกได่อย่างไรก็ไม่รู้...บล็อกร้าง คลายหัวใจที่รกร้าง แต่พอกลับมาสิ่งเดิมๆก็ยังคงอยู่เสมอ อาจมีบ้างที่ความรู้สึกได้เปลี่ยนแปลงไป
มีคนบอก...เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ ผมเองก็เชื่อนั้น
ที่นี่เปรียบอารมณ์ด้านเหงาทั้งหมดของผม เป็นไปได้อาจเป็นเพราะว่าในช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากมายจนลืมไปว่าเราอยู่ในช่วงเหงา
กลับมาเหมือนทุกอย่างโปร่งโล่ง แต่บางสิ่งบางอย่างที่เคยฝังลึกลงไปในจิตใจยังไม่แปรเปลี่ยน
รักๆๆ...รักของผมในชีวิตที่เคยจริงจังมีสามครั้ง ว่าไปแล้วผมเองเป็นคนทำพังทั้งสามครั้ง
น้ำตาและหัวใจที่มีช่องโหว่เป็นหลักฐานชั้นดีที่หลงเหลือทิ้งไว้ให้เป็นร่องรอยแห่งความทรงจำ
คุณคนเดิมทั้งสามคงเปลี่ยนไปแล้วเช่นเดียวกับผมที่เปลี่ยนไป...ผมอบอุ่นเหลือเกินที่คิดถึงคุณทั้งสามคน
ป่านนี้คุณจะอยู่ที่ไหน ป่านนี้คุณจะอยู่กับใคร...เป็นเรื่องที่ผมใคร่ครวญคิดเสมอมา
ดาวที่เราเคยดูกัน เพลงที่คุณชอบ หนังที่เราเคยทะเลาะกัน เป็นผมที่ไม่เคยลืม...ผมคิดถึงพวกคุณเหลือเกินในค่ำคืนนี้
หมอนนุ่มๆเหม็นๆใบหนึ่งทำหน้าที่แทนตักพวกคุณได้เป็นอย่างดี...คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมชอบนอนตักอ่านหนังสือเป็นที่สุด(พร้อมสูบบุหรี่ด้วยนะ)
อากาศเริ่มเย็นแล้ว คงไม่ดีนักถ้าผมจะจมความรู้สึกเช่นนี้ไปนานๆ
เมื่อก่อนตอนอยู่ใกล้คุณผมคงอยากอยู่ในช่วงเวลานี้ไปนานๆ...แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนที่ผมอยู่เพียงลำพัง
คุณคงไม่โกรธผมนะ...ถ้าผมจะขอตัวไปนอนก่อนที่จะมีน้ำตา
....................................