Friday, December 05, 2008

เศร้า

วันนี้อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหล เริ่มต้นวันได้ไม่ดีเลย รู้ดีว่าเมื่อเป็นแบบนี้ทุกอย่างจะคงที่ไปทั้งวัน
ไม่อยากบอกเลยว่าท้อๆ

ยังไงก็แล้วแต่จะสู้ต่อไป

Thursday, December 04, 2008

ท่ามกลางความเย็น

ผมแบกหนังสือไปขาย ร่อนเร่ทำทุกอย่าง ตื่นแต่เช้า กลับบ้านหลังเที่ยงคืน พูดเกินจำเป็น อ้อนวอนจนแทบใช้คำว่าขอร้องได้ รอบกายทุกอย่างช่างอึกทึก ผู้คนมากมี แต่ผมเหมือนได้แค่จับจ้องไม่มีส่วนร่วมใดๆกับเหตุการณ์ ความว่างเปล่าคล้ายรายล้อมโอบล้อมให้ผมรู้สึกอ้างว้าง กดผมเตี้ยลงต่ำดิน ไม่ก็ดันผมลอยล่องเคว้งอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีใครสนใจสิ่งที่ผมทำ ทำลายเกียรติของหนังสือโดยการพูดเกินจำเป็น ผมทำลายเกียรติตัวเองเพียงหวังจะไม่ได้รับผลลำบากจากการทำงาน ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากนั้น...หนังสือยังกองเท่าเดิม เท่ากับเงินในกระเป๋าที่ผมเตรียมเพื่อไปทอน ทุกคนไม่มีหนังสือกลับบ้าน และผมยังจมอยู่กับคำว่าผิดหวัง


..................

Sunday, November 30, 2008

กำลังมา

อยากเขียนหนังสือ คิดเอาเองว่าตอนนี้ถ้าได้เขียนหนังสือคงได้งานที่ดีชิ้นหนึ่ง คิดเองเออเองและคาดเดาไปเองต่างๆนานา

เดือนหน้ามีหนังสืออกมาอีกเล่ม งานที่แซงคิวออกมาอีกตามเคย งานชุดทดลองชิ้นใหม่ที่มีกลิ่นไอแปลกๆ งานที่หลังจากจบมันก็ไม่ได้เขียนอีกเลย คิดถึงการเขียนเรื่องยาวที่ค้างไว้ ผมกับพี่หมี คนที่ผิดหวังกับการงาน ผู้หญิงที่พยุงทุกอย่างในครอบครัวด้วยตัวคนเดียวโดยเก็บความเศร้าใจไว้คนเดียว เด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคและคอยเฝ้าจับพฤติกรรมของคนในครอบครัว คิดถึงเรื่องรักสี่ฤดู ใกล้จบเต็มที งานที่เขียนช้าที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา เขาและเธอได้เจอกันอีกครั้ง ล่าสุดทั้งสองอยู่ด้วยกันที่ถนนเจ็ด งานที่อยากเขียนให้เสร็จ

เรื่องสั้นที่ต้องส่งเดือนนี้ความยาวหกเอสี่คอเดียฟรอนท์สิบสี่ เรื่องที่ควรเขียนในวันนี้หากมีเวลา เนื่องจากอารมณ์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ท้ายสุดต้องหยุดทุกอย่างไว้ เพราะเราไม่อาจทำทุกอย่างได้สมดั่งใจ เช่นนั้นชีวิตมนุษย์ถึงได้มันส์เสียแบบนี้



**********

Monday, November 24, 2008

รอบสามวัน

รู้สึกเหนื่อย มีอาการเครียด เมื่อคืนหน้าแดงจนตัวร้อน รู้สึกอึดอัด บอกน้องที่เฝ้าร้านหนังสือไปว่าเกิดผมเป็นอะไรไปให้โทรหาคนๆนึง คนที่ผมคิดว่าเขาจะยอมจ่ายค่าทำศพให้

ร้านหนังสือพอไปได้ น่าจะเป็นอาชีพที่ใช้ได้อาชีพหนึ่งเลยทีเดียวหากแม้นมีหนังสือให้คนเลือกเพียงพอ ผมเองโล่งใจเพราะคิดว่านี่คืองานที่ทำแล้วประสบความสำเร็จในรอบหลายปี ความภูมิใจเล็กๆน้อยที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว กำลังใจเริ่มมีขึ้นมาบ้าง และนั่นอาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ตอนนี้อยากเขียนหนังสือ อยากเขียนมาก มีคนติดต่ออยากได้งานเรื่องสั้นไปลง นิตยสารที่น่าสนใจและตรงแนวกับงานของผม ผมคงต้องหาเวลาในเร็ววัน รู้สึกว่าตัวเองมีแรงขับเคลื่อนทั้งที่ร่างกายนั้นอ่อนแอ


ขอบคุณใครบางคนบนฟ้า ที่สอนให้ผมเรียนรู้ชีวิต

...............

Friday, November 21, 2008

เสียสละ

ไม่เป็นไรหรอก สำหรับเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
เราชินกับความเจ็บปวด
เธอเข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้สึกของฉัน พอมันเหือดแห้ง เธอก็ลาจาก
พอมันเกิดขึ้นใหม่..เธอก็ทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนฉันเกือบเชื่อแล้วว่า...ฉันได้ตายไปแล้ว


วันนี้ฉันเหนื่อย ใครอยากได้อะไรต่อมิอะไรก็เอาไปเถิด

ฉันไม่โกรธ

Monday, November 17, 2008

ผมว่าผมทำใจได้แล้ว

คงถึงเวลาแล้วล่ะที่ผมควรจะเริ่มต้นใหม่ มองไปข้างหน้า ผมคิดว่าผมเดินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว ราวสี่ปีแล้วที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนที่ชีวิตที่ผ่านมาสิ้นค่าไร้ประโบชน์ ความทรงจำของผมที่มีชีวิตก่อนหน้านั้นเหมือนเป็นภาพยนตร์ที่ผมเคยผ่านหูผ่านตา มันไม่เหมือนชีวิตผมเลยสักนิด ผมสูบบุหรี่จัดมากในช่วงนี้ แย่ตรงที่ว่านักสูบอย่างผมยังรู้สึกตัว วันใดที่"ดอน คิง"บอกว่า "เฮ้ย รู้สึกว่าเราจะดูมวยมากไปนะ" ความรู้สึกประมาณนั้นเข้าใจใช่มั้ย


เธอโทรมาหาผมหนึ่งครั้งหลังจากที่ผมบอกเธอว่าเราไม่ควรจะพูดคุยกันอีก เธอกำลังจะแต่งงาน ส่วนผมยังเป็นเพื่อนที่ดีของเธอไม่ได้ ไม่มีหรอกการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเราสอง วันหนึ่งเราต้องกลับมาคุยกันเหมือนเดิม เพียงแต่รอให้เรารู้ชัดถึงตำแหน่งที่เราสองคนยืนเสียก่อน ผมต้องเป็นเพื่อนที่ดีของเธอให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกมั่นใจว่าผมต้องทำได้ เธอต้องเลิกสงสารผมและเลิกให้ความหวังลมๆแล้งด้วยคำพูดที่เธอคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง เราจะได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง เราคงไม่ได้คุยเรื่องเก่าๆที่เราเคยทบทวนบ่อยๆ เธอคงเล่าเรื่องคนรักของเธอ ผมคงเล่าเรื่องการงานการเขียนหนังสือโปรเจคกระจอกงอกง่อยของผม เราต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เธอน่าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ลูกสาวที่เธอฝันไว้ เด็กหัวหยิกและแก้มแดงใส่ชุดกระโปรงสีแดงลายจุดขาว ผมอาจจะมีแฟนสักคน อาจคบแบบรักๆเลิกๆ เธออาจเป็นที่ปรึกษาเรื่องราวความรักของผม ส่ายหัวเมื่อผมถูกหักอกอีกครา เราดื่มด้วยกัน และสามีเธอก็เพื่อนสนิทของผมในเวลาต่อมา


เช้าวันนี้ผมรู้สึกสดชื่นแม้ว่าเมื่อคืนผมจะดื่มหนัก ผมเน้นย้ำกับตัวเองว่าต่อไปนี้ผมต้องอดทนมากกว่าเดิม อย่าเจ้าอารมณ์ ผมเคยรับมือกับอารมณ์ได้ดีกว่านี้ ผมต้องเป็นคนดีอย่างที่ถูกที่ควร รู้จักการให้อภัย และช่วยเหลือคนที่แย่กว่าเรา ผมกำหนดรายละเอียดคร่าวๆในอากาศ และหวังว่าผมคงไม่ต้องกลับมาดูมันบ่อยนัก

***********

Sunday, November 16, 2008

เรื่องที่เคยได้ยินมา

ผมเพิ่งรู้ว่าเมื่อเรายิ่งเขียนหนังสือมากเท่าไหร่ เราก็จะรู้ว่าเราจะยังไปไม่ถึง เราอยู่จุดหนึ่งเพื่อที่จะไปจุดหนึ่งเสมอ เราฝันถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่อยากเขียน มันเป็นความแปลกใหม่ แล้วมันก็กลายเป็นอดีต ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่เรื่องที่อยู่ข้างหน้ากลายเป็นเรื่องในอดีต แต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่นั้นคือความฝันที่ไม่รู้จักจบสิ้น ความฝันไม่เคยจบสิ้น เมื่อคุณมีความฝันคุณก็จะไม่มีคำถามในใจว่าคนเราเกิดมาทำไม เมื่อคุณมีความฝันคุณก็จะไม่ก่นด่าความทุกข์ที่คุณได้เผชิญ หากแม้นเรายังทำงานหนัก แลกทุกอย่างเพื่อให้มันเกิดขึ้น ความฝันก็จะยังคงอยู่ตลอดเวลา ไม่สำคัญว่าเราจะอยู่ที่ไหน แหล่งเสื่อมโทรมของเมืองใดเมืองหนึ่ง หรือในสังคมที่เสื่อมทราม สำคัญอยู่ที่ว่าใจเราอยู่ที่ไหน ที่นั่นมีความสุขหรือเปล่า แค่คิดว่า...นั่นเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เราฝันไว้ เฝ้าฝันถึงความสุข แม้นจะยังไปไม่ถึงแต่นั้นคงไม่ใช่ปัญหา เพราะสำคัญว่า เพียงเรารู้จักฝันถึงความสุข เราก็จะมีความสุข


งานชิ้นหนึ่งกำลังจะเริ่มต้น งานชิ้นหนึ่งกำลังจะจบสิ้น


ดูเหมือนว่าเรื่องที่ไกลออกไปเริ่มมีภาพพลางพาให้มองเห็นอีกแล้ว


*********

Thursday, October 04, 2007

คุณเคยมึนหรือเปล่า?

ผมเองเคยมึนเพราะคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เคยมึนเพราะเหล้าและเบียร์ต่างๆนานา แต่ไม่เคยมึนเพราะกระแสการหมุนวนของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปทุกวี่วัน ความอยาก ความโลภ ทำให้มนุษย์ตั้งโจทย์ให้ยากขึ้นทุกๆวันและยากขึ้นไปกว่าเดิมากมาย บาปบุญคุณโทษดูเหมือนจะเป็นเพียงรูปเสือที่ติดอยู่ข้างฝาผนังไม่มีแม้แต่หมาตัวใดที่จะยำเกรงสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป ผู้คนในสังคมยุคนนี้เข้าสู่ยุค "วัตถุนิยม"อย่างเต็มตัว...ผมคิดเช่นนั้น

งานที่ผมทำตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตผมเมื่อหลายปีก่อน ผมทำแต่งานงานงานและก็งานและก็งานและก็งานอีกงานแล้วงานเล่า ผมทำงานจนลืมทุกสิ่งเพราะปราถนาให้มันมีความสมบูรณ์โดยเสร็จสิ้น ให้มันสมบูรณ์เต็มสมบูรณ์ แต่ในคราที่เราทำงานนั้นก็ทำให้เราลืมเลือนเรื่องราวหลายหลายอย่าง ลืมเลือนคนที่อยู่เคียงข้างเรา ลืมเลือนคนที่เราต้องเอาใจใส่ ลืมเลือนความเป็นมนุษย์...เพราะงานสอนให้คนที่ทำนึกถึงดอกและผลที่กำลังจะออก งานทำให้คนที่ทำมองเห็นแต่ข้างหน้าที่สวยงาม งานปลูกฝังความเห็นแก่ตัวถ้าไม่ทำมันแบบพอดิบพอดี ไอความพอดิบพอดีนี่แหละที่เขาว่ายากกันเป็นหนักหนา...เพราะปัญหามีอยู่ว่า อะไรคือความพอดิบพอดี!!

วันนึงไม่นานนี้ผมเคยจับชั่วโมงการโทรศัพท์เรื่องงาน สามชั่วโมงสี่สิบสองนาที!!เป็นคำตอบที่ผมใช้โทรศัพท์พูดคุยปรึกษาและวางแผนงาน นั่นเป็นเพียงเวลาออนแอร์...นอกเวลาปกติผมยังต้องคิดเรียกคนมาประชุมและคอยคิดถึงเรื่องการวางแผนในระยะยาวเพื่อความปลอดภัยของบริษัทและคู่ค้า แล้วในวินาทีหนึ่งผมก็ต้องสะอึกเมื่อคิดถึงว่า "นี่มันวงเวียนชีวิตเดิมๆ"

สัญญาอยู่ตรงนี้เลยว่าผมจะไม่ทำงานแบบนั้นอีก และเมื่องานทั้งหมดได้สิ้นเสร็จในเวลาอันใกล้นี้ ผมจะออกเดินทางอีกครั้ง กลับไปอยู่ในซอกมืด อยู่แบบหวาดผวา อยู่แบบเดิมเดิมคล้ายดั่งสองปีกว่าที่ผ่านมาแล้ว เพราะผมชอบแบบนั้น

มีเรื่องสองสามเรื่องที่ค้างคาอยู่ซึ่งตอนนี้เสร็จไปแล้วหนึ่งเรื่อง ผมเพียงหวังในอีกไม่นานนี้ทุกอย่างจะสิ้นเสร็จสมบูรณ์...ผมเพียงหวังผมจะได้จากไปอยู่ที่ที่ควรไปเสียที ผมเกลียดเมืองเมืองนี้ และเกลียดความวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบสิ้น

"ขอให้งานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี"...ถ้านี่เป็นคำอฐิษฐานผมหวังเพียงว่าจะมีใครบนเบื้องบนสักคนที่ได้ยินมัน

......................

Saturday, September 29, 2007

"do not let me be lonely tonight"

ช่วงนี้ผมมีปัญหากับตัวเองอย่างหนัก ฟุตบอลที่เคยดูแล้วสนุกกลับเป็นไม่สนุกเหมือนเคย เพลงที่เคยฟังแล้วรู้สึกดีอย่างไม่มีเบื่อเป็นคราวนี้ที่แตกต่างกันออกไป และสำคัญตรงที่แม้นไม่ได้เปิดฟัง...เพียงแค่คิดถึงก็เกิดการรำคาญแล้ว

ผมสับสนทั้งที่ทุกอย่างกำลังจะดี

มันคงแปลกประหลาดนะถ้าคุณรู้ว่าทางที่คุณกำลังเดินไปจะมีจุดหมายปลายทางไปที่ที่ใครหลายคนฝันไว้ และเป็นปลายทางที่ใครหลายคนมุ่งหวัง...ใช่แล้ว ผมก็เคยมุ่งหวังที่จะไปปลายทางนั้นให้ได้ และผมก็เคยเดินทางไปแล้ว อย่างที่ผมบอกว่ามันคงแปลกถ้าคุณรู้ว่าปลายทางที่คุณกำลังเลือกเดินไปแม้จะมีทุกอย่างที่คุณรออยู่แต่คุณกลับลังเลที่จะเลือกปลายทางแห่งนั้น

ผมชอบความมั่งมีแต่ผมก็ไม่ลืมความอดอยาก ผมชอบอิ่มแต่ความอดสอนอะไรผมได้มากกว่าความอิ่ม ผมคลั่งการมั่งคั่งแต่ความยากไร้กลับสอนผมในเรื่องน้ำใจและการให้...เวลาผ่านผมกลับลืมเลือนสิ่งที่ผมอยากได้ไปเสียแล้ว

สองปีที่ยากไร้..สองปีที่อดยาก แต่ก็เป็นสองปีที่ชีวิตเต็มไปด้วยชีวิต ได้รู้ว่าภาพไหนจริงและภาพไหนเป็นมายา เป็นสองปีที่คุ้มค่าผมคิดเช่นนั้น

ผมยืนอยู่บนปลายทางที่จะเลือกเดินทางที่เห็นจุดหมาย ผมยืนอยู่อย่างสับสน

ขวาคือชีวิตที่ชื่นสุขดั่งเดิม..ส่วนซ้ายเป็นชีวิตที่ลุ้นระวังทุกขณะ

จะมีประโยชน์อะไรหากมือเราเต็มไปด้วยเงินแต่กลับเป็นคนที่ไร้หัวใจ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราจะกลับไปในเส้นทางที่เต็มไปด้วยมายา

"ความอดอยากไม่ใช่เหรอที่สอนผมให้เป็นคน"

..........................

"เมืองหดหู่"...



"เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง" ผมเขียนเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพราะบรรลุถึงแก่นธรรมหรือว่าพลัน 'ซาโตริ' แบบในนิกายเซนได้ ผมพลันคิดได้เพียงเพราะว่าในตอนที่ผมต้องการมันเป็นที่สุด ในตอนที่ผมต้องการใช้มันอย่างเป็นที่สุด กลับกลายเป็นรู้สึกว่า "เงิน" ไม่มีความหมายอีกต่อไป

บ้านเก่าๆ ห้องแคบๆ ต้นไม้ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ต้นลั่นทมที่ผู้คนเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อมันแสลง สถานที่ซึ่งยากไร้ซึ่งความเจริญมันหายไปแล้ว หายไปหมดแล้ว

บ้านหรูหรา ต้นไม้ที่รูปกายสวมสง่า ดอกไม้ที่ชื่อสุดแสนสะมะหลา สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเจริญตรึงปักอยู่ตรงหน้าผมเพียงใกล้มือเอื้อม เมืองที่มีสถานที่สุดแสนศิวิไลซ์ ทั้งใครก็บอกผู้คนมีความศิวิไลซ์ สิ่งก่อสร้างทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ล้วนผู้คนบอกมันมีความ "ศิวิไลซ์" ผู้คนเดินขวักไขว่มากมายสร้างวงโคจรของชีวิตในเมืองขึ้น รถวิ่งเร็วขึ้น คนวิ่งเร็วขึ้น หมาวิ่งเร็วขึ้น คล้ายทุกอย่างกระตุ้นซึ่งกันและกัน คล้ายทุกอย่างต้องพึ่งพากัน หรือนี่คือจักรวาลของเมืองหลวงที่มีความโลภและโสสมมของจิตใจมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง

ตึกที่สูงสง่าเด่นไม่เด่นเดี่ยวล้วนมีเพื่อนฝูงสูงเคียงข้างยืนอยู่ข้างหน้าในคืนเหงา ไฟในตึกออฟฟิศร้างส่องแสงให้รู้ว่าภายในตึกแสงสีสวยแต่ภายในตึกในชั้นนั้นเป็นว่างเปล่า เพียงเปิดไฟเพื่อความสวยงามของตึก ใครได้ยลอาจรู้สึกได้เป็นความงามที่แสนเงียบเหงาและหดหู่ เมืองที่รถไฟฟ้าเคลื่อนที่ในยามค่ำยังคล้ายโรแมนติคได้ เมืองที่มีไฟป้ายหลากหลายสีส่องแสงเต็มทั่วท้องถนนยังสามารถให้อุณหภูมิภายในหัวใจเป็นเย็นเฉียบ หรือจุดศูนย์กลางของระบบสังคมศิวิไลซ์นี่คือความเศร้า...ใครรู้วานบอก?

บุหรี่สองตัวถูกเผาผลาญแบบกระชิดชั้น ควันของมันคล้ายถูกกลืนหายทุกหยาดหยด ผมค่อยปล่อยควันไปแบบช้าๆและช้าๆ ภาพบางภาพและคำพูดของใครบางคนผ่านเข้ามาในสมอง ทำเอาสมองคล้ายชาด้านในชั่วขณะหนึ่ง

"หกโมงครึ่งผมมาถึงที่ทำงานและกลับบ้านหลังสี่ทุ่มทุกวันครับ ที่นี่เราทำงานกันหนัก"

"ออฟฟิศเราไม่มีใครกลับก่อนหกโมงเย็น คุณต้องรู้ว่านายเราทำงานหนัก เราได้โบนัสเยอะมากจริงๆ บางทีที่เราไม่ได้ติดต่อกลับไปในทันทีเพราะว่าเรายุ่งมากจริงๆค่ะ"

"คุณมีลูกไหม?"ผมถามคนทั้งสอง

"$#$#@@$#@"ทั้งสองตบสรุปว่ามีทั้งคู่

.............................................

ผมเข้ามาในเมืองศิวิไลซ์เพราะความจำเป็นในการทำงานเรื่องหนึ่ง เพราะความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้า ผมเข้ามาสวนทางกลับทางที่ผมได้ออกไปเมื่อสองปีที่แล้ว "สองปีที่แล้ว" ไม่นานนักและไม่น่าที่ผมจะลืมอะไรบางอย่างที่ง่ายๆได้ มันน่าจะเป็นเช่นนั้น

??????????

ความสับสนในที่สุดก็สร้างคำมาหนึ่งประโยค หนึ่งคำถามต่อตัวเองปรากฏในชั่ววินาทีหนึ่งในคืนอันว่างเปล่า "ผมไม่แน่ใจนักว่านี่เป็นเมืองที่ผมเคยอยู่?"

ควันบุหรี่มวนที่สองจางหาย เสียงหัวเราะของใครคนหนึ่งทำลายความเงียบในคืนเหงา คำถามบางคำถามล่องลอยอยู่กลางอากาศ "นี่หรือคือเมืองที่เราเคยเสียน้ำตาทุกค่ำคืนเพื่ออยากจะกลับมา" ไม่นานนักใครคนนั้นส่ายหัวพร้อมกล่าวในใจ "เราจะออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้"

..............................................

Saturday, July 07, 2007

กุญแจบ้าน

มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว


จำชื่อผ่านทางและพาสเวิร์ดได้แล้ว


กุญแจบ้านหลังนี้...เจอแล้ว!!!

Sunday, February 04, 2007

ใครเลยจะรู้...

ถ้ามีใครผ่านมาทางนี้ช่วยบอกด้วย ที่นี่คล้ายกลายเป็นบล็อกรกร้างไปแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าใคร เป็นเพราะผมเอง
หลายครั้งครั้นเดินผ่านไปมาคล้ายกับแกล้งมองไม่เห็น แต่ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกไม่สามารถไม่รู้สึกกับสิ่งที่เคยรู้สึกได้ ผมคิดเช่นนั้น
รักเป็นอย่างไร...ในชีวิตนี้ไม่เคยถามใครและไม่เคยมีใครถาม แต่เคยเห็นคนอื่นตั้งคำถามนี้ขึ้นมา
รักที่สุขสมเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ อาจเป็นเพราะว่าผมเองไม่พยายามที่จะไขว่ขว้ามัน อาจเป็นเพราะว่าผมเองไม่พยายามรักษามันให้ดี
ถ้าจะต้องโทษใครสักคน...ก็คงต้องโทษตัวเอง
ทุกๆเช้าในวันที่อากาศหม่นหมอง หรือทุกๆคืนที่ท้องฟ้าดูหมองเศร้า บ่อยครั้งที่ผมกลับไปนึกถึงเรื่องรักเก่าๆของผม
มีรอยยิ้มบ้าง...มีน้ำตาบ้าง อานุภาพของความรักนั้นมีอยู่จริงผมเชื่อเช่นนั้น
นั่งคิดเรื่องตัวเองแต่กลับไปคิดเรื่องบล็อกได่อย่างไรก็ไม่รู้...บล็อกร้าง คลายหัวใจที่รกร้าง แต่พอกลับมาสิ่งเดิมๆก็ยังคงอยู่เสมอ อาจมีบ้างที่ความรู้สึกได้เปลี่ยนแปลงไป
มีคนบอก...เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ ผมเองก็เชื่อนั้น
ที่นี่เปรียบอารมณ์ด้านเหงาทั้งหมดของผม เป็นไปได้อาจเป็นเพราะว่าในช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากมายจนลืมไปว่าเราอยู่ในช่วงเหงา
กลับมาเหมือนทุกอย่างโปร่งโล่ง แต่บางสิ่งบางอย่างที่เคยฝังลึกลงไปในจิตใจยังไม่แปรเปลี่ยน
รักๆๆ...รักของผมในชีวิตที่เคยจริงจังมีสามครั้ง ว่าไปแล้วผมเองเป็นคนทำพังทั้งสามครั้ง
น้ำตาและหัวใจที่มีช่องโหว่เป็นหลักฐานชั้นดีที่หลงเหลือทิ้งไว้ให้เป็นร่องรอยแห่งความทรงจำ
คุณคนเดิมทั้งสามคงเปลี่ยนไปแล้วเช่นเดียวกับผมที่เปลี่ยนไป...ผมอบอุ่นเหลือเกินที่คิดถึงคุณทั้งสามคน
ป่านนี้คุณจะอยู่ที่ไหน ป่านนี้คุณจะอยู่กับใคร...เป็นเรื่องที่ผมใคร่ครวญคิดเสมอมา
ดาวที่เราเคยดูกัน เพลงที่คุณชอบ หนังที่เราเคยทะเลาะกัน เป็นผมที่ไม่เคยลืม...ผมคิดถึงพวกคุณเหลือเกินในค่ำคืนนี้
หมอนนุ่มๆเหม็นๆใบหนึ่งทำหน้าที่แทนตักพวกคุณได้เป็นอย่างดี...คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมชอบนอนตักอ่านหนังสือเป็นที่สุด(พร้อมสูบบุหรี่ด้วยนะ)
อากาศเริ่มเย็นแล้ว คงไม่ดีนักถ้าผมจะจมความรู้สึกเช่นนี้ไปนานๆ
เมื่อก่อนตอนอยู่ใกล้คุณผมคงอยากอยู่ในช่วงเวลานี้ไปนานๆ...แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนที่ผมอยู่เพียงลำพัง
คุณคงไม่โกรธผมนะ...ถ้าผมจะขอตัวไปนอนก่อนที่จะมีน้ำตา
....................................

Saturday, November 18, 2006

""""""""

เคยได้ยินหลายคนกล่าว...ชีวิตคือการเดินทางไกล ผมเองไม่แน่ใจนักว่าครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้ ผมนั้นรู้สึกหรือเข้าใจมีนมากน้อยแค่ไหน หลายวันที่ผ่านมานี้ หลังจากที่ใช้เวลาที่มีอยู่ในแต่ละวันไปคิดถึงเรื่องของคนอื่น ส่วนที่เหลือ ก็นำมาย้อนคิดเรื่องของตัวเอง เมื่อเรากลับไปย้อนคิดถึงสถานที่ๆจากมา จึงทำให้รู้ว่าเป็นเราที่ได้เคลื่อนที่ แต่บางครั้งชีวิตของคนก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนระยะพิกัดทางฟิสิกข์ อาจเป็นเพราะกับชีวิตคน บางครั้งการอยู่กับที่ก็เหมือนกับการเดินทาง เราสามารถเรียนรู้คนได้มากขึ้น เรียนรู้โลกได้มากขึ้น มองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดขึ้น บางครั้งเพียงเราหยุดอยู่กับที่ ในครั้งนั้นหัวใจเราอาจเดินทาง
ผมเดินทางมากกว่าปกติ ในระยะเวลาสองสามวันนี้ ถึงตอนนี้ผมเพิ่งเข้าใจว่า บางทีผมอาจเพิ่งมาถึงเชียงใหม่ ผมพยายามย้ายที่อยู่ คิดว่าคงจะเปลี่ยนสถานที่นอนหลังจากนี้ หลังจากที่รบกับสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่นาน
ผมไม่แน่ใจนักว่า...บางครั้ง วันเวลาที่ผ่านไปในชีวิต แต่ละวินาที แต่ละชั่วโมง อาจเป็นระยะเวลาในการเดินทางของชีวิต ผมชอบย้อนกลับไปมองวันเวลาเดิมๆ เรื่องเก่าๆ มันเพียงพอที่จะสามารถทำให้เรามีเรื่องวุ่นๆในจิตใจได้บ้าง บางครั้งความเงียบเหงามันร้ายกาจกับความผิดหวังเสียอีก
มองกลับย้อนเวลาไป...ในตอนที่เดินทางออกมาจากบางกอก ระยะทางที่จากมาก็เท่าเดิม อาจมีเพีงเวลาเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น มากขึ้นในวินาทีที่ผ่านไป บางทีการมองโลกของผมนั้นอาจเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว บางทีหลายสิ่งในตัวผมเปลี่ยนไปโดยที่ผมไม่สามารถรู้ เพียงสังเกตรอบข้าง บางครั้งเรานั้นจึงรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป แมวสามสีที่จากเป็นสาวโสด กลับกลายที่เสียสถานะภาพการเป็นโสด ต้นไผ่ที่โตขึ้นในทุกวัน
ยอมรับ...หลายอย่างอาจเปลี่ยนไป ไม่ใช่แต่เพียงผู้อื่น เป็นเราก็เปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยร้องไห้ดังๆ ตอนนี้กลับเบาลงกว่าเดิม
.................................

Saturday, November 11, 2006

เสียงบ่นของหัวใจ...

ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งในบันทึก "บางครั้งคนที่เราอยากจะลืมนั้น อาจเป็นคนที่เราควรจดจำไว้" ส่องกระจกเห็นภาพใบหน้าตัวเองอย่างชัดเจน แผลเป็นที่ผากข้างขวา บ่งบอกถึงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต เป็นทุกครั้งที่เห็นมันกลับทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงอดีต ความเจ็บปวดไม่ใช่ปัญหาในวันนี้ เนื่องจากความเจ็บปวดทางร่างกายเพียงไม่นานก็จางหาย แต่ค่ำคืนวันนั้นเป็นคืนที่มีมากกว่าความเจ็บปวด
บาดแผลที่อยู่บนหน้ามีไว้เพื่อย้ำเตือน...ถึงแม้เป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ แต่สิ่งที่อยู่ในบาดแผลนั้น ยิ่งใหญ่แม้กระทั่งหลับตาแล้วยังคงรู้สึกได้ มีคนบอกยามที่เรามีบาดแผลในจิตใจ เรามักได้ยินเสียงของหัวใจตัวเอง
เสียงของหัวใจนั้นมันมักจะบ่นเป็นเสียงเบาๆ...เราต้องตั้งใจฟัง มันจะเต้นเป้นจังหวะช้า มีเพียงเราที่จะได้ยินเสียงนั้นเพียงคนเดียว เป็นเพราะว่า ผู้คนนั้นมักไม่ค่อยใส่ใจกับเสียงหายใจของผู้อื่น คนมักจะชอบฟังแต่เสียงหัวใจของตัวเอง นั่นอาจเป็นสาเหตุที่เราไกลจากความจริงใจ
ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองในคืนอันเหน็บหนาว เข้าใจเป็นร่างกายที่ได้รับความอบอุ่น เพียงอยากให้เข้าใจ บางครั้งคนเราก็ไม่รู้จักพอ อยากได้ในสิ่งที่ต้องการมากกว่า ในตอนนี้เพียงอยากได้ความอบอุ่นในหัวใจ
มองเหม่อไปที่เพดาน...เห็นแมงมุมชักใยอย่างชัดเจนเป็นเพราะเปิดไฟนอน เป็นเพราะเราป่วยและเผลอนอนหลับไป ลุกขึ้นไปปิดไฟอย่างไม่เต็มใจนัก เพียงเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่ในใจต้องการความมืด เพียงเพราะความสว่างไม่ส่งผลดีต่ออย่างใดในเวลาที่ต้องจินตนาการภาพถึงใครคนหนึ่ง เพียงต้องการคิดคืนนี้อยากให้เธอมานอนอยู่เคียงข้าง
หลับตา...คิดถึงเธอ คนที่เคยอยากลืม แต่ภาพที่ต้องการเห็นกลับไม่ปรากฏ เป็นเช่นนี้ยามที่เราต้องการกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง สิ่งเดียวที่เกิดในตอนนี้กลายเป็น การที่เราได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองอย่างชัดเจน
......................................................

Sunday, November 05, 2006

ใกล้...

ยามที่พวกคุณป่วย พวกคุณรู้สึกอย่างไรหรือ? ตัวผมเองไน้นไม่ได้มีความรู้สึกว่าตัวเองป่วยอยู่บ่อยๆ ครั้งที่จำได้หนักๆในชีวิตเป็นตอนที่อยู่ปอสอง ผมจำได้ว่าหลับไปเลยหนึ่งวัน เหตุดกิดเพราะ ชอลิ้วเฮียง หรืออาจบอกว่าเกิดจากไม้เสียบลูกชิ้รไม้เดียวก็ได้
ผมตื่นมาในวันรุ่งขึ้นตอนเย็น...จำอะไรได้ไม่มากนักในเย็นวันนั้น รู้แต่เพียงว่าหลายคนบอก ถ้าส่งผมถึงมือหมอช้าไปเพียงสิบนาที ผมต้องตาย
......................................
หลังๆมีคนบอกเป็นผมที่ป่วย ผมยอมรับว่าใช่ อาจจะเป็นทางจิต ยากไหมที่จะรักษาโรคที่ว่านั้น ผมคิดว่าไม่ยาก เป็นผมเองที่ไม่พยายามจะรักษามัน ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองป่วย ในหลังๆมานี้ ผมป่วยบ่อยทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน อาการหนักขึ้นๆในทุกที และทุกครั้ง ผมได้ยินลมหายใจตัวเองชัดกว่าเดิม จนบางครั้งผมรำคาญมัน หลายครั้งที่ผมไม่อยากได้ยินเสียงมันอีก ไม่ว่าจะตอนที่ตื่นอยู่หรือตอนที่ผมไม่ตื่นก็ตาม
เป็นไปได้ที่ว่า...ถ้าภายในใจเราอ่อนแอ ทุกอย่างก็จะแย่ตามลงไป
.......................................
คนที่เรียนคณิศาสตร์จะรู้ว่า เรามักหาวิธีที่ง่ายที่สุดไปไขกุญแจแห่งปริศนา วิธีที่เหมาะสมกับเรา วิธีที่ง่ายสำหรับเรา ในชีวิตของผมๆคิดว่าคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด ผมเคยถึงกับเกือบบ้าเพราะมัน ผมจมลงไปอยู่กับมันมากกว่าที่คนอื่นใช้เวลาในชีวิตไปอยู่ โชคดีที่ผมไม่เรียนต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงเพราะว่าเรื่องบางเรื่องทำให้ผมต้องถอยออกมา
ปี สองปีที่แล้ว ผมผิดหวังในเรื่องคนรอบข้างที่ผมใช้ชีวิตอยู่ ผมตัดสินใจล้างไพ่ทั้งหมด ลืมทุกคนและตั้งต้นใหม่ ทุกคนในชีวิตใหม่ของผมคล้ายกับต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบตัวผมในเมื่อสองปีก่อน ส่วนต้นไม้ใบหญ้าในตอนนี้คล้ายกับเป็นเพื่อนของผมในเมื่อสองปีก่อน ผมคุยกับสิ่งที่ไม่มีหัวใจมากขึ้น พยายามใส่หัวใจให้มัน พูดกับมัน ผมเชื่อว่าเมื่อเราใส่หัวใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงเราเชื่อ มันก็จะมีหัวใจ
.....................................
ไข้หวัดมาเยี่ยมเยือนตัวผมเป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งเดือน เหงื่อมากขึ้นกว่าเดิมจนผมอดไม่ไหวต้องไปอาบน้ำ สมองคิดช้ากว่าเดิมมาก แต่ได้ยินเสียงลมหายใจชัดกว่าเดิม มันคล้ายหนักแน่นแต่อ่อนล้า เสียงมันท้อแท้สิ้นหวัง จนผมอดไม่ไหวต้องพูดบางอย่างปลอบใจมัน
น้ำตา...น้ำตาผมไหลอีกแล้ว ผมช่างอ่อนแอกว่าที่ทุกคนคิด แต่ผมไม่เสียใจหรอกนะ บางทีเสียงร้องไห้ของผม มันอาจฟังแล้วหดหู่มากกว่าเสียงลมหายใจของผมเสียอีก
....................................
หลังอาบน้ำแล้วจะมีวูบหนึ่งที่คุณมีสติ ผมฉวยโอกาสนั้นไว้แล้วเขียนบันทึกนี้ให้พวกคุณอ่านกัน บางคนคิดว่าผมไม่แผนการสำหรับชีวิตของผม ผมอยากบอกว่า เป็นทุกอย่างที่ผมวางแผนไว้แล้ว ผมวางแผนแบบคณิตศาสตร์ รวดเร็วและผมสามารถทำเองได้ กับคอมพิวเตอร์เวลามันมีปัญหามากๆคงรีเซ็ทแล้วตั้งใหม่หมด กับผู้คนบางทีอาจแตกต่าง เราไม่สามารถลืมบางอย่างได้หมดจดเหมือนคอมพิวเตอร์ บางทีเราอาจหาวิธที่เหมาะสมกับเรา
ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายตอนนี้ มีเสียงพลุ เสียงประทัด ผมมองแล้วทำให้ลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างไปได้บ้าง คล้ายวิธีสุราบำบัด เพียงอยากลืมเรื่องบางเรื่องในเวลานิดๆ บางครั้งผมยอมเอาเวลาในชีวิตซื้อบางสิ่งเพื่อเวลาที่มีค่าเพียงน้อยนิดนั้น ผมยอมรับ เป็นวิธีที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
ดูเหมือนว่า...เหงื่อผมเริ่มจะมากขึ้นทุกที
มองพลุที่สวยงามบนท้องฟ้า...อยากเก็บอะไรดีๆฝากให้พวกคุณ ก่อนที่ผมจะเริ่มเหนื่อยอีกครั้ง

.........................................
แสงพลุสว่างไสว เป็นประกาย บนฟ้า
งามแทบจนดวงดารานั้น หวั่นไหว
วูบหนึ่งของแสงพลุ คล้ายชายตามองค้อน ดารา
จนไฟมอด จึงรู้ ดวงดารายัง คงอยู่
..........................................

นั่งสูบบุหรี่อยู่ ข้างร้าน ริมทาง
ต่อมามีคนเดินผ่าน ยอมรับ ทำใจสั่นไหว
กำหนดลมหายใจออก ปล่อยไปเป็น ทางยาว
หลับตาพริ้ม ในความมืด มีภาพอยู่ ภาพหนึ่งจริง
..........................................
ครั้งหนึ่งมีคนถาม เธอชอบสิ่งใดบน ท้องฟ้า
จำได้ว่า ครานั้นทำใจผม หวั่นไหว
เหลือบมองเธอ คล้ายเธอ มองมา
กุมมือเธอตอบ ที่เคียงข้างบนพื้นดิน มิใช่บนท้องฟ้าหรืออื่นใด
..........................................

Thursday, November 02, 2006

การตอบแทน...ของคนขี้ยา

ทุกคนเข้าใจเรื่องของตัวเองเป็นเรื่องที่ทุกข์ ทุกคนเข้าใจเรื่องของตัวเองไม่มีใครเทียบได้ ถึงตอนนี้ผมจึงเข้าใจเรื่องของใครก็คือเรื่องของใคร ไม่มีใครหนักกว่า ไม่มีใครเบากว่า เวลาผ่านไป อายุที่มากขึ้น มันช่วยทำให้เราฟังเพลงได้เพราะกว่าเดิม เข้าใจในเนื้อเพลงมากขึ้น ผมขอขอบคุณเวลา
--------------
บางครั้งเราเจ็บปวดเพราะคนๆหนึ่ง บางครั้งเราฝังใจ ที่แย่ที่สุดคือบางคนปิดกั้นตัวเอง แต่ยังมีที่แย่กว่านั้น เราเอาความเจ็บปวดเพราะคนๆหนึ่งไปทำร้ายคนอีกคนหนึ่ง คนที่มีทุกอย่างเท่าที่เราอยากให้มี คนที่คอยอยู่เคียงข้างเรา เพียงแต่บางครั้งเรามองไม่เห็น
---------------
หลายครั้งที่ผมเหงา หลายครั้งที่ผมมีน้ำตา ผมนอนร้องไห้คนเดียว ไม่นานมานี้มีสิ่งที่เปลี่ยนไป ผมมีคนที่รับฟังผมร้องไห้ ผมมีคนที่รับฟังผมทุกเรื่องซึ่งผมเองไม่เคยได้รับสิ่งที่ว่านี้จากที่ใดมาก่อนในชีวิต ผมยอมรับ ผมดีใจ
----------------------
ภาพในอดีตค่อยจางหายเมื่อเวลาผ่านไป เพียงในใจผมหวังว่าในไม่นาน ภาพเหล่านั้นจะหายไปอย่างถาวร ผมหวังได้เพราะมีเธอคนนั้นเดินเข้ามา ผมดื่มเหล้าไม่เคยเหล้าอร่อยมาเป็นปี จนในช่วงนี้ ผมรู้สึกสุราช่างหอมหวาน
---------------
เคยมีคนบอกคนอย่างผมต้องอยู่คนเดียว ผมไม่เคยเถียงและไม่เคยปฏิเสธ ผมยอมรับ นี่คือเหตุผลที่ผมจากมา โลกช่างเงียบเหงานัก คล้ายเวลาหยุด ยามที่เราอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราได้สิ่งหนึ่ง เราเสียสิ่งหนึ่ง ความเงียบเหงามีคนบอกรักษายาก ผมเป็นอาจารย์คณิศาสตร์ หาทางลัดเก่ง แต่เป็นทางที่คนโง่คิด ผมใช้ยา ไม่ฉลาดนัก ผมรู้ ผมอ่อนแอ ไม่ได้คำนวนไว้ในชีวิตต้องอยู่ถึงเท่าไหร่ เพียงแค่อยากไม่ให้ซึมเศร้าไปกว่านี้
--------------
เมื่อคืนผมเสียเพื่อนคนหนึ่ง เหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่ครั้งนี้แตกต่าง ผมทำเธอเสียใจมาก ผิดหวังมาก ทั้งที่เธอดีกับผมอย่างจริงใจ ผมเสียใจตอนนั้นผมไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเป็น ผมไม่อยากบอกว่า ผมไม่ได้เป็นตัวผม เพราะการเมาก็เป็นส่วนหนึ่งในตัวผม
-----------
ยากเกินไปไหม...เพียงผมอยากบอกแค่ว่า ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นตัวเอง
-----------
ใช่ผมอาจมักง่ายที่พูดคำนี้...แต่ผมอยากบอก ผมรับผิดชอบคำพูดที่ผมพูดไป ไม่ผิดหรอกที่เธอจะจากไป ผมยอมรับ เพียงอยากให้เธอเข้าใจว่าในตอนนั้นผมไม่ได้เป็นตัวของผมเอง เป็นตอนนี้ที่ผมเป็น
-------------
เบียร์ เหล้า สมุนไพร...สุดท้ายโค้ก สาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอารมณ์
--------------
ภาพทุกภาพที่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา เป็นตอนนี้ที่กลับมาใหม่ และชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมยิ้มและยอมรับมัน เสียงถอนหายใจแรกในตอนเช้ามีให้กับอดีต เสียงถอนหายใจถัดมาขอมอบให้เธอที่เพิ่งจากผมไป
---------
ในเบื้องลึกยังดีใจ...เธอไม่ต้องทนทุกข์ใจในยามที่ผมอ่อนแอ
ในเบื้องลึกยังปลื้มใจ...เธอไม่ต้องคอยรับอารมณ์ในยามที่ผมอ่อนแอ
-------------
ผมยิ้มส่งเธอโดยมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า
แม้ว่าในใจยังมีน้ำตานั้นเจิ่งนอง


................................................................................

Sunday, October 29, 2006

ก้าวแรก...หลังจากที่ล้มลง

ทุกครั้งที่เรานั้นล้มลงสร้างความเจ็บปวดให้เราเสมอ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เราล้มลงไปสร้างความช้ำใจให้เรา จนบางครั้งเราไม่อยากที่จะลุกขึ้นยืน......บางครั้งเราอยากจะนอนอยู่อย่างนั้นต่อไป แต่ในเวลาไม่นานนัก...เรารู้ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องลุกขึ้นยืน ในเมื่อเรามีขาที่จะยืน...เราก็ต้องยืน

เราไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้จากความสุข ความสุขไม่เคยได้สอนอะไรเรา แต่กับความทุกข์นั้นต่างกัน....ทุกครั้งที่เรานั้นผิดหวัง....ทุกครั้งที่เรามีน้ำตา...ทุกครั้งทีเรานั้นทุกข์...สิ่งเหล่านั้นให้บทเรียนกับเราเสมอ เป็นเราที่สามารถเรียนรู้ได้จากความทุกข์...มิใช่ความสุข กับการที่เรานั้นล้มลงก็เช่นกัน....ทุกครั้งมีเหตุผลเสมอ ทุกครั้งมีสาเหตุ อยู่ที่เรานั้นสามารถเรียนรู้กับมันได้หรือไม่ เราจดจำสาเหตุทุกครั้งที่ล้มลงได้หรือไม่....สำคัญที่สุดนั้น เรานำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงได้หรือไม่

เมื่อเราลุกขึ้นยืนหลังจากที่เราล้มลงเป็นเราที่ต้องก้าวเดินต่อไป เราไม่ใช่คนที่เดินไม่ได้ยังไงเราก็ต้องเดิน แน่นอนว่าคนที่ไม่สามารถเดินได้ยังอยากที่จะเดินต่อไป ทุกครั้งที่เรานั้นลุกขึ้นหลังจากที่เราล้มลง...หลังจากนั้นย่อมมีก้าวแรกที่เราจะต้องเดินต่อไป...

ขอเพียงเข้าใจ เพียงเราล้มลงไป...เป็นทุกครั้ง ทีเราสามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้ทุกครั้ง

Thursday, October 26, 2006

หนังของเราเอง...

วันนี้เป็นวันเหงาๆวันหนึ่ง ไม่ถึงกับเศร้ามาก แต่ก็พอรู้ตัวว่า ตอนนี้เราอาจกำลังหลงทาง หลงทางในที่นี่คอ่นข้างแปลกนิดๆ คือหลงทางทั่วไปคือการที่เราสูญเสียเส้นทางที่ไปสู่จุดหมาย แต่หลงทางของผมคือ แม้แต่จุดหมายก็ยังไม่รู้ เดินทางเกือบทั้งวันในวันนี้ เป็นไปได้ว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ วันนี้ออกไปจากห้องนานที่สุดตั้งย้ายเข้ามาอยู่ หนังสองเรื่อง ข้าวหนึ่งมื้อ
ด้วยความหวังว่า วันนี้อาจสลัดอารมณ์เบื่อๆอยากๆ ออกไปจากจิตใจได้ ก่อนออกไปมีคนอาสาไปส่ง เราบอกไม่เป็นไร วันนี้อยากเดินไปเรื่อยๆ อยากใช้ความคิด ไม่เกินสิบห้านาทีหลังออกจากที่พัก ตัวผมไปอยู่บนรถสามล้อแล้ว
.........................................
หนังเรื่องแรกทำให้งาวงนิดๆ ไม่อยากโทษหนัง อาจเป็นเพราะเรานอนน้อย หนังเรื่องที่สองทำให้โมโห เริ่มเสียดายทำไมไม่มาง่วงเรื่องนี้(เรื่องที่สอง) ยามที่เราอยู่ไกลบ้าน ที่ไหนก็แล้วแต่ ดูเหมือนจะแปลกสำหรับเราไปหมด สำหรับตัวผมเอง ดีที่สุดในตอนนี้คือ การที่ได้อยู่ไกลจากที่พัก ตอนนี้ผมเริ่มเหนื่อยๆ เหนื่อยเสียจนอาจป่วยได้ เพราะเวลาผมเครียดจัดๆมักจะป่วย เชื่อไหม เวลาที่ผมอารมณ์ดี ต่อให้มาจามรดหน้า ก็ป่วยยาก
ไม่นานหนังก็จบ ดูตามเวลาหกโมงกว่า ไม่อยากลับบ้าน ถามตัวเองเอาอย่างไรดี ไปดื่มเบียร์ หรือกลับไปเจออะไรเดิมๆ ในห้องที่เราอยู่
ยอมรับว่าสับสน...ทั้งที่รู้ว่าเมื่อเลือกไปดื่ม ความเหงาหงอยและความเศร้าอาจหายไป
สุดท้ายก็เลือกแบบเดิม...กลับมานอนที่ห้อง ให้มันรู้ไปว่า กะอีแค่เหงา มันจะทำให้คนตายได้
...........................................

Wednesday, October 25, 2006

หลังฝนตก...

มีคนบอกหลังฝนตกฟ้าย่อมใสเสมอ ผมเพิ่งคิดคำนี้แบบจริงจังหลังจากผ่านเรื่องไร้สาระที่สุดไปไม่นาน น่าแปลกเรื่องที่คนอื่นโกรธผมกลับไม่โกรธ แต่เรื่องที่คนอื่นไม่โกรธผมมักโกรธ ในชีวิตจริงผมมักคิดถึงเรื่องใหญ่ๆ มากกว่าจะลงรายละเอียด แต่ก็ไม่ได้เป็นทุกเรื่องเพราะเรื่องบางเรื่องกลับละเอียดซะจนลืมเรื่องใหญ่ๆ สรุปเอาเป็นว่าผมอธิบายแล้วงงเนอะ

ในตอนที่พวกคุณรู้สึกหวั่นไหวท้อแท้พวกคุณทำอะไรกันหรือ ของผมถ้ามันหนักๆ เลยนะ ผมนอนๆๆๆ และก็นอน หลายครั้งในช่วงเวลานี้ผมรู้สึกว่าผมปัญญาอ่อนแบบจริงจัง ผมมีอารมณ์ร่วมเกี่ยวกับพวกอินเตอร์เน็ต ก่อนหน้านี้ตลอดชีวิตของผม ผมไม่คิดหรอกนะว่าผมจะสามารถเข้าถึงมันได้ถึงขนาดนี้ อาจเป็นไปได้ว่าผมเป็นคนเครียดเกินไป


มีอย่างหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ได้เกี่ยวกับตัวผม คือผมไม่เคยเปลี่ยน ผมจริงจังกับทุกๆ เรื่องที่เข้ามาในชีวิต จนบางครั้งมันมากเกินไป มันทำให้เรารู้สึกเศร้าหดหู่และมีผลเสียต่อการดำรงชีวิต มีคนบอก เอาอารมณ์ของตัวเองไปขึ้นอยู่กับวิธีการดำรงชีวิตของผู้อื่นคงไม่ดีนัก ผมมาทบทวนแล้วคิดว่าคำกล่าวนี้น่าเชื่อถือพอสมควร สองสามวันแล้วที่ผมทำงานได้น้อยกว่าปกติ แต่ก็ไม่สำคัญหรอก เพราะดอกไม้บางอย่างมันออกดอกตามฤดูกาล การใช้สารเคมีเร่งมันให้ออกดอกตามที่เราต้องการคงไม่ดีนัก งานเขียนก็เหมือนกัน ช่วงนี้ผมรู้สึกเหมือนมันอยู่ในฤดูเหงา


ตื่นมาตอนเจ็ดโมงเช้า หลังจากที่เข้านอนตอนตีห้า ออกไปเดินเล่นแถวที่พักเพื่ออยากดูบางอย่างที่ไม่เคยเห็นในตอนกลางคืน เห็นคนรอบข้างในตอนเช้าจึงนึกขึ้นได้ว่าบางทีเราอาจแก่แล้ว เพราะมีแต่คนแก่ที่ใช้ชีวิตในตอนเช้าได้คุ้มค่าที่สุด หลายคนบอก

"อยากจีบคนสวยอย่าได้หวังจะเจอในรุ่งเช้า"

อาจจริงหรืออาจไม่จริงผมไม่แน่ใจนัก แต่เท่าที่เห็นในเช้านี้คงไม่มีคนสวยอย่างที่ว่า
พูดไปเรื่อยเปื่อย...จนลืมไปว่าเรากำลังพูดรื่องฝน

อากาศที่นี่บอกแล้วว่าเราจะไม่ได้เจอฝนอีกนาน...แปลกไหม พออยู่ด้วยกันกลับรำคาญ พอมันจากไปกลับคิดถึง พูดยังไม่ทันขาดคำลมหนาวก็โชว์พลัง พัดเอาใบไม้ใบหนึ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามิใช่พื้นดิน เหมือนกับจะบอกว่ามีฉันอยู่แล้วแกยังคิดถึงมันอีกหรือ นี่ไง ฝนทำแบบชั้นได้ไหม ให้ใบไม้บินสวยงามในท้องฟ้า

เอาล่ะๆๆๆ...นี่เพิ่งเป็นหลังฝนตกห่าใหญ่ ฉันหวังว่าแกคงไม่ทำให้ฉันคิดถึงฝนเร็วนักล่ะ
ขอบคุณทุกคน...ที่ตามอ่านงาน
..........................................................................................